13 มกราคม 2552
สารพัดประโยชน์จาก...พริก
พริก...ช่วยบรรเทาอาการไข้หวัด ช่วยให้ระบบการหายใจสะดวกสบายยิ่งขึ้น สารแคปไซซินที่อยู่ในพริกมีคุณสมบัติช่วยลดน้ำมูกหรือลดปริมาณสารที่ขัดขวางระบบการหายใจ ในผู้ป่วยที่เป็นไข้หวัด ไซนัส หรือโรคภูมิแพ้ต่างๆ ช่วยบรรเทาอาการไอ สารแคปไซซินเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของตัวยาหลายๆ ชนิด นอกจากนั้นสารเบตาแคโรทีนในพริกช่วยป้องกันการติดเชื้อต่างๆ ในบริเวณเนื้อเยื่อบุผนังช่องปาก จมูก ลำคอ และปอด
พริก...ช่วยลดการอุดตันของเส้นเลือด หรือการเสียชีวิตอันเนื่องมาจากเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมองอุดตัน การบริโภคพริกเป็นประจำจะช่วยลดอัตราความเสี่ยงจากการอุดตันของเส้นเลือด นับเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคหัวใจล้มเหลว เนื่องจากพริกช่วยให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้นและช่วยลดความดัน เพราะว่าในพริกมีสารจำพวกเบตาแคโรทีนและวิตามินซี ซึ่งช่วยเสริมสร้างผนังหลอดเลือดให้แข็งแรงเพิ่มการยืดตัวของผนังหลอดเลือด ทำให้ปรับตัวเข้ากับแรงดันระดับต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น
พริก...ช่วยลดปริมาณสารคอเลสเตอรอล สารแคปไซซินช่วยป้องกันมิให้ตับสร้างคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL-Low density lipoprotein) ในขณะเดียวกันก็ส่งเสริมให้มีการสร้างคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL-high density lipoprotein) มากขึ้น ทำให้ปริมาณของไตรกลีเซอไรด์ในกระแสเลือดต่ำลง เป็นผลดีต่อสุขภาพของผู้บริโภค
พริก...ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง เนื่องจากพริกเป็นพืชผักที่มีวิตามินซีสูง การบริโภคอาหารที่มีวิตามินซีมากๆ จะช่วยปกป้องการเกิดโรคมะเร็งได้ วิตามินซียับยั้งการสร้างไนโตรซามีนซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร วิตามินซีช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนซึ่งเป็นส่วนประกอบของกระดูกอ่อน รวมถึงเป็นส่วนประกอบของผิวหนัง กล้ามเนื้อและปอด คอลลาเจนเป็นโปรตีนที่สามารถหยุดการแพร่กระจายของเซลล์เนื้อร้ายได้
พริก...ช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวด เช่น ลดอาการปวดฟัน บรรเทาอาการเจ็บคอ และการอักเสบของผิวหนัง เป็นต้น ในปัจจุบันมีการใช้สารแคปไซซินเป็นส่วนประกอบของขี้ผึ้ง ใช้บรรเทาอาการปวดอันเนื่องมาจากผดผื่นคันและอาการผื่นแดงบริเวณผิวหนัง รวมทั้งอาการปวดที่เกิดจากเส้นเอ็น โรคเกาต์ หรือโรคข้อต่ออักเสบ เป็นต้น นอกจากนี้ผลการทดลองใหม่ๆยังบ่งชี้ว่าสารแคปไซซินช่วยลดอาการปวดศีรษะและไมเกรนลงได้
พริก...ช่วยเสริมสร้างสุขภาพและอารมณ์ดี เนื่องจากสารแคปไซซินมีส่วนในการส่งสัญญาณให้ต่อมใต้สมองสร้างสาร เอนดอร์ฟิน (endorphin มาจากคำว่า endogenous morphine) ขึ้น สารเอนดอร์ฟินเป็นเปปไทด์ขนาดเล็ก (โปรตีนสายสั้นๆ) มีคุณสมบัติคล้ายมอร์ฟีน คือ บรรเทาอาการเจ็บปวด ในขณะเดียวกันก็สร้างอารมณ์ให้ดีขึ้น ยิ่งรับประทานเข้าไปมากเท่าใด ร่างกายก็จะสร้างเอนดอร์ฟินขึ้นมามากขึ้นเท่านั้น ปกติร่างกายของคนเราจะสร้างสารเอนดอร์ฟินขึ้นภายหลังการออกกำลังกาย ดังนั้นการออกกำลังกายแม้จะทำให้ร่างกายเมื่อยล้า แต่ผู้ออกกำลังกายจะรู้สึกสดชื่นแจ่มใส
*ถ้าต้องการบรรเทาความเผ็ดของอาหารในปากควรดื่มแอลกอฮอล์ หรือรับประทานอาหารที่มีไขมันเป็นส่วนประกอบมากกว่าการดื่มน้ำ เพราะการดื่มน้ำมีผลเพียงช่วยบรรเทาอาการแสบร้อนได้เท่านั้น แต่ความเผ็ดก็ยังไม่ได้ลดลง เนื่องจากว่า ‘น้ำ’ ละลายสารดังกล่าวได้ไม่ดี...นั่นเอง
เขียนโดย
Pla......
ที่
13.1.52
ประวัติ Web Blog

Blog มาจากศัพท์คำว่า WeBlog บางคนอ่านคำ ๆ นี้ว่า We Blog บางคนอ่านว่า Web Log แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทั้งสองคำบ่งบอกถึงความหมายเดียวกัน ว่านั่นคือบล็อก (Blog)
ความหมายของคำว่า Blog ก็คือการบันทึกบทความของตนเอง (Personal Journal) ลงบนเว็บไซต์ โดยเนื้อหาของ blog นั้นจะครอบคลุมได้ทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวส่วนตัว หรือเป็นบทความเฉพาะด้านต่าง ๆ เช่น เรื่องการเมือง เรื่องกล้องถ่ายรูป เรื่องกีฬา เรื่องธุรกิจ เป็นต้น โดยจุดเด่นที่ทำให้บล็อกเป็นที่นิยมก็คือ ผู้เขียนบล็อก จะมีการแสดงความคิดเห็นของตนเอง ใส่ลงไปในบทความนั้น ๆ โดยบล็อกบางแห่ง จะมีอิทธิพลในการโน้มน้าวจิตใจผู้อ่านสูงมาก แต่ในขณะเดียวกัน บางบล็อกก็จะเขียนขึ้นมาเพื่อให้อ่านกันในกลุ่มเฉพาะ เช่นกลุ่มเพื่อน ๆ หรือครอบครัวตนเอง
จุดเด่นที่สุดของ Blog ก็คือ มันสามารถเป็นเครื่องมือสื่อสารชนิดหนึ่ง ที่สามารถสื่อถึงความเป็นกันเองระหว่างผู้เขียนบล็อก และผู้อ่านบล็อกที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย ที่ชัดเจนของบล็อกนั้น ๆ ผ่านทางระบบ comment ของบล็อกนั่นเอง
ในอดีตแรกเริ่ม คนที่เขียน Blog นั้นยังทำกันในระบบ Manual คือเขียนเว็บเองทีละหน้า แต่ในปัจจุบันนี้ มีเครื่องมือหรือซอฟท์แวร์ให้เราใช้ในการเขียน Blog ได้มากมาย เช่น WordPress, Movable Type เป็นต้น
ผู้คนหลายล้านคนจากทั่วทุกมุมโลก หันมาเขียน Blog กันอย่างแพร่หลาย ตั้งแต่นักเรียน อาจารย์ นักเขียน ตลอดจนถึงระดับบริษัทยักษ์ใหญ่ในตลาดหุ้น NasDaq
เมื่อสองสามปีที่ผ่านมา Blog เริ่มต้นมาจาก การเขียนเป็นงานอดิเรก ของกลุ่มสื่ออิสระต่าง ๆ หลาย ๆ แห่งกลายเป็นแหล่งข่าวสำคัญ ให้กับหนังสือพิมพ์หรือสำนักข่าวชั้นนำ จวบจนกระทั่งปี 2004 คนเขียน Blog ก็ได้รับการยอมรับจากสื่อและสำนักข่าวต่าง ๆ ถึงความรวดเร็วในการให้ข้อมูล ตั้งแต่เรื่องการเมือง ไปจนกระทั่ง เรื่องราวของการประชุม ระดับชาติ
และจากเหตุการณ์เหล่านี้ นับได้ว่า Blog เป็นสื่อชนิดหนึ่งที่ไม่ต่างจาก วีดีโอ , สิ่งพิมพ์ , โทรทัศน์ หรือแม้กระทั่งวิทยุ เราสามารถเรียกได้ว่า Blog ได้เข้ามาเป็นสื่อชนิดใหม่ ที่สำคัญอย่างแท้จริง
ในอดีตแรกเริ่ม คนที่เขียน Blog นั้นยังทำกันในระบบ Manual คือเขียนเว็บเองทีละหน้า แต่ในปัจจุบันนี้ มีเครื่องมือหรือซอฟท์แวร์ให้เราใช้ในการเขียน Blog ได้มากมาย เช่น WordPress, Movable Type เป็นต้น
ผู้คนหลายล้านคนจากทั่วทุกมุมโลก หันมาเขียน Blog กันอย่างแพร่หลาย ตั้งแต่นักเรียน อาจารย์ นักเขียน ตลอดจนถึงระดับบริษัทยักษ์ใหญ่ในตลาดหุ้น NasDaq
เมื่อสองสามปีที่ผ่านมา Blog เริ่มต้นมาจาก การเขียนเป็นงานอดิเรก ของกลุ่มสื่ออิสระต่าง ๆ หลาย ๆ แห่งกลายเป็นแหล่งข่าวสำคัญ ให้กับหนังสือพิมพ์หรือสำนักข่าวชั้นนำ จวบจนกระทั่งปี 2004 คนเขียน Blog ก็ได้รับการยอมรับจากสื่อและสำนักข่าวต่าง ๆ ถึงความรวดเร็วในการให้ข้อมูล ตั้งแต่เรื่องการเมือง ไปจนกระทั่ง เรื่องราวของการประชุม ระดับชาติ
และจากเหตุการณ์เหล่านี้ นับได้ว่า Blog เป็นสื่อชนิดหนึ่งที่ไม่ต่างจาก วีดีโอ , สิ่งพิมพ์ , โทรทัศน์ หรือแม้กระทั่งวิทยุ เราสามารถเรียกได้ว่า Blog ได้เข้ามาเป็นสื่อชนิดใหม่ ที่สำคัญอย่างแท้จริง
สรุป ให้ง่าย ๆ สั้น ๆ ก็คือ Blog คือเว็บไซต์ ที่มีรูปแบบเนื้อหา เป็นเหมือนบันทึกส่วนตัวออนไลน์ มีส่วนของการ comments และก็จะมี link ไปยังเว็บอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องอีกด้วย
อ่านจบบทความนี้ คิดว่าหลาย ๆ ท่านน่าจะเข้าใจว่า Blog คืออะไร เพิ่มขึ้นมากแล้วนะครับ
เขียนโดย
Pla......
ที่
13.1.52
09 มกราคม 2552
เทคนิคการเรียนเก่ง
1.รับผิดชอบ- รับผิดชอบตนเอง ไม่ยืมจมูกคนอื่นหายใจ เป็นผู้ชนะจากความสามารถของตน
2.เริ่มต้นดี
- ช่วงเดือนแรกในรั้วมหาวิทยาลัย ถือเป็นช่วงวิกฤตของน้องใหม่ หากเริ่มต้นดี ความสำเร็จจะไม่อยู่ไกลเกินเอื้อม
3.กำหนดเป้าหมายในการเรียนอย่างแน่วแน่
- กำหนดเป้าหมายในการเรียนให้ชัดเจน ทั้งระยะสั้นและระยะยาว และทุ่มเทความพยายามให้บรรลุเป้าหมายนั้น
4.วางแผน และจัดการ
- มีการวางแผน จัดลำดับความสำคัญของกิจกรรมที่ต้องทำ หากทำตารางเวลาเป็นรายสัปดาห์ได้ยิ่งดี
5.มีวินัยต่อตนเอง
- เมื่อกำหนดเป้าหมาย วางแผน และจัดการ ตามข้อ 4 และ 5 แล้วต้องสัญญากับตนเองอย่างแน่วแน่ที่จะมีวินัย และปฏิบัติตาม
6.อย่าล้าสมัย
- วิทยาการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว การค้นคว้าหาความรู้ ต้องอิงกับข้อมูลที่ทันสมัย ทันเหตุการณ์
7.ฝึกฝนตนเองให้เรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ศึกษาข้อเสนอแนะในคู่มือเล่มนี้ และฝึกทักษะการเรียนรู้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ติดตัวตลอดไป
8.เตรียมพร้อมเพื่อเข้าสู่ชั้นเรียน
- เตรียมตัวเป็นผู้ใฝ่หาความรู้อย่างแข็งขัน หากเป็นไปได้เตรียมอ่านเอกสารที่จะเรียนมาก่อนเข้าห้องเรียน
9.มุ่งมั่น จดจ่อต่อบทเรียน
- มีสมาธิ สนใจ ตั้งใจ เวลาอาจารย์สอน ไม่เข้าเรียนเพื่อพูดคุยกัน ซังกะตาม รอเวลาเลิกชั้น
10.เป็นตัวของตัวเอง
- รู้จักคิดและทำ ด้วยความสามารถของตนเองคิดเสมอว่าเราเป็นผู้หนึ่งที่มีศักยภาพสูง
11.มีความกระตือรือร้น
- ความสำเร็จเป็นของผู้ที่มีความริเริ่ม เป็นฝ่ายรุกที่จะมุ่งหน้า และคว้าความสำเร็จเป็นของตน
12.มีสุขภาพดี
- อย่าลืมใส่ใจต่อสุขภาพร่างกาย กิจกรรมนันทนาการ และกิจกรรมสังคม วางแผนจัดเวลาต่อสิ่งเหล่านี้ให้พอเหมาะ
13.เรียนอย่างมีความสุข
- พยายามเก็บเกี่ยวความน่าสนใจในบทเรียน คิดเสมอว่าทุกวิชาน่าเรียนรู้ น่าสนุกทั้งนั้น แล้วท่านจะพบว่า เราก็เรียนอย่างมีความสุขได้
เขียนโดย
Pla......
ที่
9.1.52
06 มกราคม 2552
มารยาทในที่ทำงาน

1. “คนและบริษัท” บริษัทประกอบไปด้วยหลายสิ่งหลายอย่าง แต่ที่สำคัญที่เราต้องมีมารยาท ที่ดีด้วยก็คือคน ผู้ที่เข้ากับคนอื่นไม่ได้ดีก็ย่อมทำงานไม่ได้ จำได้ว่าเคยเขียนให้อ่านครั้งหนึ่งว่า “ไม่มีความชำนิชำนาญใดๆมาทดแทนความชำนิชำนาญในการเข้ากับบุคคลอื่นได้” การอยู่ในบริษัทประการแรกที่เราต้องกระทำดีต่อ หรือมีมารยาทที่ดีต่อก็คือการเข้ากับเพื่อนร่วมงานให้ได้ คำว่า “เอาใจเขาใส่ใจเรา หรือเอาใจเราใส่ใจเขา” หรือเอาทั้งใจเราใจเขามาใส่ทั้งในเราใจเขาก็ช่างเถอะ มีความหมายที่ดีทั้งนั้น แปลรวมความว่านึกถึงเขาบ้าง ว่าเขาหรือคนอื่นจะคิดอย่างไร ถ้าเราทำอย่างนี้ ถ้าคำตอบว่า”ไม่แน่ใจ” หรือ”คงไม่ชอบมั้ง” หรือ “ช่างเขาเถอะ” ละก้อ อย่าทำเลย เพราะ ล้วนแต่สิ่งที่ไม่มีมารยาททั้งสิ้น “ปลูกไมตรีอย่ารู้ร้าง...”นะเป็นเรื่องจำเป็นเหลือเกิน
2. “กฎระเบียบของบริษัท” นี่คือมารยาทที่สำคัญประการที่สองในการอยู่ในที่ทำงาน กฎเกณฑ์ หรือระเบียบต่างๆล้วนตั้งขึ้นมาเพื่อให้พวกเรา-ซึ่งมีอยู่มากมายได้อยู่ร่วมกัน อยู่ภายใต้ชื่อบริษัท เดียวกันได้อยู่ได้ในมาตรฐานเดียวกัน ได้รับการปฏิบัติจากบริษัท จากเพื่อนร่วมงานเหมือนกัน รวมทั้งจะได้รับสิ่งต่างๆในมาตรฐานเดียวกัน ดังนั้นกฎระเบียบตั้งขึ้นเพื่อพวกเราเองโดยแท้ ผู้ที่มี มารยาทในที่ทำงานจึงต้องเคร่งครัดในการปฏิบัติตาม อย่ามองว่าระเบียบมากมายอึดอัด ไม่ต้อง มีระเบียบเราก็ทำดีอยู่แล้ว คำพูดนี้นึกถึงนักเรียนที่เคยสอน เมื่อก่อนเป็นครูใจร้าย ใครไม่ท่อง ศัพท์ที่กำหนดให้แต่ละวันจะต้องถูกตีด้วยไม้บรรทัดพลาสติก 2 อันควบกัน แล้วก็หัก ครูก็จ่ายไป 2 หรือ 3 บาทแล้วแต่ราคาสมัยโน้น..น.(พวกเรายังไม่เกิดนั่นนะ) “...นักเรียนก็โวยว่าครูไม่เห็นต้องตีพวกเราก็ท่องอยู่แล้ว ทำไมต้องตีด้วย ครูก็บอกเขาว่า นั่นไง ครูไม่ได้ตีคนที่ท่องศัพท์ ดังนั่นคนที่ ท่องศัพท์ก็ไม่เห็นต้องเดือดร้อนอะไร กฎอันนี้ไม่ใช้กับ พวกเธอที่ท่องศัพท์ แต่ใช้กับคนที่ไม่ท่องศัพท์”...” นักเรียนก็โวยว่าครูไม่เห็นต้องตีพวกเราก็ท่องอยู่แล้ว ทำไมต้องตีด้วย ครูก็บอกเขาว่า นั่นไง ครูไม่ได้ดีคนที่ท่องศัพท์ ดังนั้นคนที่ท่องศัพท์ก็ไม่เห็นต้องเดือดร้อนอะไร กฎอันนี้ไม่ใช้กับพวกเธอที่ท่องศัพท์ แต่ใช้กับคนที่ไม่ท่องศัพท์ต่างหากศัพท์ กฎระเบียบของบริษัทก็เหมือนกัน เราไม่ต้องไปอึดอัดเพราะกฎระเบียบก็คือ เกณฑ์ที่ทุกคนจะอยู่ได้สบายดี ถ้าอยู่อย่างสุภาพเรียบร้อยมีมารบาทในทุกเรื่องแล้วก้อเราก็ลืมได้ เลยว่ามีกฎระเบียบ บุคคลที่ไม่อยู่ในระเบียบข้อบังคับแปลว่าเอาเปรียบเพื่อน เพื่อนมาทำงาน เช้าตามเวลาที่กำหนด เรากลับมาสาย เพื่อนทำงานได้ตามเป้าหมาย เรากลับไม่ใส่ใจ.ฯลฯ อย่าง นี้ล้วนตกในหัวข้อมารยาทในที่ทำงานในหมวดว่าด้วยกฎระเบียบของบริษัท
3. "การพูดจากทักทายกับเพื่อนในบริษัท" มารยาทเรื่องนี้สำคัญมาก อย่างน้อยมาถึงที่ทำงาน กันก็ทักทายกันเสียหน่อยพอให้รู้ว่าเห็นเรา ไม่ใช่เรานั่งอยู่เธอเดินเข้ามาด้วยมาดอันเคร่งขรึมมาถึง ก็นั่งในทีโต๊ะทำงาน ไม่พูดจากับใครเลย อย่างนี้เดี๋ยวเพื่อนๆจะพากันเข้าใจผิดว่าได้บรรลุวิชา หายตัวได้แล้ว เพราะมีคนเข้ามาแล้วมองไม่เห็น ใครมีลูกแล้วก็หัดให้ทักทายพ่อแม่พี่น้องทุกวัน หัดอย่างไร ก็พอลูกตื่นมา พ่อแม่ก็ทักทายเสียก่อนว่า"สวัสดีลูก" อะไรทำนองนั้น ในที่ทำงานการ ทักทายกันถือเป็นมารยาทที่สำคัญมาก เพราะการทักทายจะทำให้วันนั้นเริ่มต้นด้วยความอบอุ่น สนิทสนมกัน อากาศจะบริสุทธิ์มากขึ้น และการทักทายก็คงเริ่มด้วยคำพูดในแง่บวกอย่างที่เคยได้ สอนอบรมไปกันแล้ว และต้องไม่เริ่มตอนเช้าด้วยการเอาเรื่องไม่สบายใจของตนเองมาเล่าให้เพื่อน ฟัง ไม่ว่าเรื่องแฟน เรื่องลูก หรือซื้อหวยไม่ถูก เพราะในตอนเช้าไม่มีใครอยากฟังนักหรอกในเรื่อง เหล่านั้น
4. "การติดต่อสื่อสารกันภายในบริษัท" ข้อนี้รวมทั้งการติดต่อสื่อสารระหว่างหัวหน้า ระหว่าง เรากับลูกค้า ระหว่างพวกเราด้วยกันเอง สิ่งหนึ่งที่อยากจะเน้นก็คือการติดต่อสื่อสารกันในทุก เรื่องที่พวกเราได้รับทราบมาจากสำนักงานใหญ่ บางครั้งบางคนก็ไปร่วมประชุมมา กลับมาก็ต้อง กลับมาก็ต้องมาบอกกล่าว มาเล่ากันให้ฟังอย่างชัดถ้อยกระทงความ เนื้อหา เหตุผล และแนวทางปฏิบัติไม่ใช่ ว่ากลับมาก็เริ่มเลย "อีกแล้วพวกเรา เหนื่อยกันอีกแล้ว..." มาบอกกล่าว มาเล่ากันให้ฟังอย่างชัดถ้อยกระทงความ เนื้อหา เหตุผล และแนวทางปฏิบัติ ไม่ใช่ ว่ากลับมาก็เริ่มเลย "อีกแล้วพวกเรา เหนื่อยกันอีกแล้ว..." อะไรทำนองนี้ อย่างนี้ไม่เรียกการสื่อสาร แต่เรียกว่าประชุมเพลิง
5. "บุคลิกส่วนตัวในที่ทำงาน" คำว่าบุคลิกหมายถึงพฤติกรรมโดยส่วนรวมของบุคคลนั้นที่ แสดงออกมาหรือกระทำออกมาในที่ทำงาน ตั้งแต่ความสะอาดของร่างกาย ความเพียงพอในการ การพักผ่อน การแต่งกาย การแต่งกายประหลาดอยู่คนเดียวในที่ทำงานไม่ใช่เรื่องโก้เก๋อะไร หรือ การทำงานในลักษณะหมดสภาพ "หนังสือปกสวยย่อมขายดี" ก็เคยพูดแล้ว ดังนั้นการกระทำ การคิด การแต่งกาย การพูดจา การติดต่อสัมพันธ์กับผู้อื่นทั้งหมดนี้คือ "บุลิคภาพส่วนตัวในที่ทำงาน" ลองสำรวจ และแก้ไขเสีย..คนเราย่อมพลั้งเผลอได้
2. “กฎระเบียบของบริษัท” นี่คือมารยาทที่สำคัญประการที่สองในการอยู่ในที่ทำงาน กฎเกณฑ์ หรือระเบียบต่างๆล้วนตั้งขึ้นมาเพื่อให้พวกเรา-ซึ่งมีอยู่มากมายได้อยู่ร่วมกัน อยู่ภายใต้ชื่อบริษัท เดียวกันได้อยู่ได้ในมาตรฐานเดียวกัน ได้รับการปฏิบัติจากบริษัท จากเพื่อนร่วมงานเหมือนกัน รวมทั้งจะได้รับสิ่งต่างๆในมาตรฐานเดียวกัน ดังนั้นกฎระเบียบตั้งขึ้นเพื่อพวกเราเองโดยแท้ ผู้ที่มี มารยาทในที่ทำงานจึงต้องเคร่งครัดในการปฏิบัติตาม อย่ามองว่าระเบียบมากมายอึดอัด ไม่ต้อง มีระเบียบเราก็ทำดีอยู่แล้ว คำพูดนี้นึกถึงนักเรียนที่เคยสอน เมื่อก่อนเป็นครูใจร้าย ใครไม่ท่อง ศัพท์ที่กำหนดให้แต่ละวันจะต้องถูกตีด้วยไม้บรรทัดพลาสติก 2 อันควบกัน แล้วก็หัก ครูก็จ่ายไป 2 หรือ 3 บาทแล้วแต่ราคาสมัยโน้น..น.(พวกเรายังไม่เกิดนั่นนะ) “...นักเรียนก็โวยว่าครูไม่เห็นต้องตีพวกเราก็ท่องอยู่แล้ว ทำไมต้องตีด้วย ครูก็บอกเขาว่า นั่นไง ครูไม่ได้ตีคนที่ท่องศัพท์ ดังนั่นคนที่ ท่องศัพท์ก็ไม่เห็นต้องเดือดร้อนอะไร กฎอันนี้ไม่ใช้กับ พวกเธอที่ท่องศัพท์ แต่ใช้กับคนที่ไม่ท่องศัพท์”...” นักเรียนก็โวยว่าครูไม่เห็นต้องตีพวกเราก็ท่องอยู่แล้ว ทำไมต้องตีด้วย ครูก็บอกเขาว่า นั่นไง ครูไม่ได้ดีคนที่ท่องศัพท์ ดังนั้นคนที่ท่องศัพท์ก็ไม่เห็นต้องเดือดร้อนอะไร กฎอันนี้ไม่ใช้กับพวกเธอที่ท่องศัพท์ แต่ใช้กับคนที่ไม่ท่องศัพท์ต่างหากศัพท์ กฎระเบียบของบริษัทก็เหมือนกัน เราไม่ต้องไปอึดอัดเพราะกฎระเบียบก็คือ เกณฑ์ที่ทุกคนจะอยู่ได้สบายดี ถ้าอยู่อย่างสุภาพเรียบร้อยมีมารบาทในทุกเรื่องแล้วก้อเราก็ลืมได้ เลยว่ามีกฎระเบียบ บุคคลที่ไม่อยู่ในระเบียบข้อบังคับแปลว่าเอาเปรียบเพื่อน เพื่อนมาทำงาน เช้าตามเวลาที่กำหนด เรากลับมาสาย เพื่อนทำงานได้ตามเป้าหมาย เรากลับไม่ใส่ใจ.ฯลฯ อย่าง นี้ล้วนตกในหัวข้อมารยาทในที่ทำงานในหมวดว่าด้วยกฎระเบียบของบริษัท
3. "การพูดจากทักทายกับเพื่อนในบริษัท" มารยาทเรื่องนี้สำคัญมาก อย่างน้อยมาถึงที่ทำงาน กันก็ทักทายกันเสียหน่อยพอให้รู้ว่าเห็นเรา ไม่ใช่เรานั่งอยู่เธอเดินเข้ามาด้วยมาดอันเคร่งขรึมมาถึง ก็นั่งในทีโต๊ะทำงาน ไม่พูดจากับใครเลย อย่างนี้เดี๋ยวเพื่อนๆจะพากันเข้าใจผิดว่าได้บรรลุวิชา หายตัวได้แล้ว เพราะมีคนเข้ามาแล้วมองไม่เห็น ใครมีลูกแล้วก็หัดให้ทักทายพ่อแม่พี่น้องทุกวัน หัดอย่างไร ก็พอลูกตื่นมา พ่อแม่ก็ทักทายเสียก่อนว่า"สวัสดีลูก" อะไรทำนองนั้น ในที่ทำงานการ ทักทายกันถือเป็นมารยาทที่สำคัญมาก เพราะการทักทายจะทำให้วันนั้นเริ่มต้นด้วยความอบอุ่น สนิทสนมกัน อากาศจะบริสุทธิ์มากขึ้น และการทักทายก็คงเริ่มด้วยคำพูดในแง่บวกอย่างที่เคยได้ สอนอบรมไปกันแล้ว และต้องไม่เริ่มตอนเช้าด้วยการเอาเรื่องไม่สบายใจของตนเองมาเล่าให้เพื่อน ฟัง ไม่ว่าเรื่องแฟน เรื่องลูก หรือซื้อหวยไม่ถูก เพราะในตอนเช้าไม่มีใครอยากฟังนักหรอกในเรื่อง เหล่านั้น
4. "การติดต่อสื่อสารกันภายในบริษัท" ข้อนี้รวมทั้งการติดต่อสื่อสารระหว่างหัวหน้า ระหว่าง เรากับลูกค้า ระหว่างพวกเราด้วยกันเอง สิ่งหนึ่งที่อยากจะเน้นก็คือการติดต่อสื่อสารกันในทุก เรื่องที่พวกเราได้รับทราบมาจากสำนักงานใหญ่ บางครั้งบางคนก็ไปร่วมประชุมมา กลับมาก็ต้อง กลับมาก็ต้องมาบอกกล่าว มาเล่ากันให้ฟังอย่างชัดถ้อยกระทงความ เนื้อหา เหตุผล และแนวทางปฏิบัติไม่ใช่ ว่ากลับมาก็เริ่มเลย "อีกแล้วพวกเรา เหนื่อยกันอีกแล้ว..." มาบอกกล่าว มาเล่ากันให้ฟังอย่างชัดถ้อยกระทงความ เนื้อหา เหตุผล และแนวทางปฏิบัติ ไม่ใช่ ว่ากลับมาก็เริ่มเลย "อีกแล้วพวกเรา เหนื่อยกันอีกแล้ว..." อะไรทำนองนี้ อย่างนี้ไม่เรียกการสื่อสาร แต่เรียกว่าประชุมเพลิง
5. "บุคลิกส่วนตัวในที่ทำงาน" คำว่าบุคลิกหมายถึงพฤติกรรมโดยส่วนรวมของบุคคลนั้นที่ แสดงออกมาหรือกระทำออกมาในที่ทำงาน ตั้งแต่ความสะอาดของร่างกาย ความเพียงพอในการ การพักผ่อน การแต่งกาย การแต่งกายประหลาดอยู่คนเดียวในที่ทำงานไม่ใช่เรื่องโก้เก๋อะไร หรือ การทำงานในลักษณะหมดสภาพ "หนังสือปกสวยย่อมขายดี" ก็เคยพูดแล้ว ดังนั้นการกระทำ การคิด การแต่งกาย การพูดจา การติดต่อสัมพันธ์กับผู้อื่นทั้งหมดนี้คือ "บุลิคภาพส่วนตัวในที่ทำงาน" ลองสำรวจ และแก้ไขเสีย..คนเราย่อมพลั้งเผลอได้
เขียนโดย
Pla......
ที่
6.1.52
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)
